ครั้นต่อมา พ.ศ. ๒๓๐๖ หลวงสุรินทร์ภักดี ( เชียงปุม ) ได้ขอพระบรมราชานุญาต ย้ายหมู่บ้านจากเมืองที ซึ่งคับแคบและไม่สะดวกในการทำมาหากิน ไปอยู่บ้าน คูปะทาย หรือ บ้านปะทายสมันต์ ซึ่งเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม ที่จะป้องกันและต่อต้านศัตรูที่มารุกรานได้เป็นอย่างดี ประกอบกับมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เมื่อได้ย้าย มาอยู่ที่ บ้านคูปะทายแล้ว เชียงปุมพร้อมกับชาวส่วยคนอื่นๆจึงได้ พากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่ง สุริยามรินทร์ ณ กรุงศรีอยุธยา โดยนำสิ่งของมีค่าในท้องถิ่น อันได้แก่ ช้าง ม้า แก่นสน ปีกนก นอระมาด (นอแรด) งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง ซึ่งถือว่าเป็นการส่งส่วยตามประเพณี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์หัวหน้าหมู่บ้านเหล่านั้นให้สูงขึ้น และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะหมู่บ้านเหล่านั้นขึ้นเป็นเมือง ดังนี้
๑. บ้านคูปะทาย เป็น เมืองปะทายสมันต์ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเมืองสุรินทร์ เพราะเจ้าเมืองมีนามสุรินทร์หลายคน) มีพระสุรินทร์ภักดี ศรีณรงค์จางวาง ( เชียงปุม ) เป็นเจ้าเมือง
๒. บ้านโคกลำดวน หรือ ดงลำดวน (เอกสารบางเล่มว่า เป็นบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวนใหญ่ )เป็น เมืองขุขันธ์ มี พระไกรภักดีศรี นครลำดวน ( ตากะจะ ) เป็นเจ้าเมือง
๓. บ้านอัจจะปะนึง หรือ บ้านโคกยาง เป็นเมืองสังขะ มี พระสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ( เชียงฆะ )เป็นเจ้าเมือง
๔. บ้านกุดหวาย หรือ บ้านเมืองเตา เป็น เมืองรัตนบุรี มี พระศรีนครเตาท้าวเธอ ( เชียงสี )
เป็นเจ้าเมืองส่วนเชียงสงแห่งหมู่บ้านเมืองลีง และเชียงไชยแห่งหมู่บ้านกุดปะไทหรือบ้านจารพัตร ไม่ได้กล่าวถึงเลยเข้าใจว่า คงไม่ได้ มีส่วนร่วมในการเดินทางไปถวายสิ่งของที่เมืองหลวงในคราวนี้ด้วย และโปรดเกล้าฯ ให้หัวเมืองทั้ง ๔ ทำราชการขึ้นกับเมืองพิมาย ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงกอบกู้อิสรภาพคืนมาได้และได้ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีของ ไทยในเวลาต่อมา ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๓๒๑ เจ้าสิริบุญสาร พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ( เวียงจันทร์ ) ได้ส่งกองทัพมาตามจับพระวอ ( พระวรราชภักดี ) ซึ่งได้มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงธนบุรี อันได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนมดแดง( ภายหลัง รัชกาลที่ ๑ โปรดฯ ให้ยกขึ้นเป็น เมือง คือ จังหวัดอุบลราชธานี ในทุกวันนี้ ) ไปประหารชีวิตที่แขวงนครจำปาสัก พระเจ้ากรุงธนบุรีทรง
พระพิโรธ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ ๑) เป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์ ( พระอนุชารัชกาลที่ ๑ ) ยกทัพผ่าน ไปทางเมืองปะทายสมันต์ สังขะ รัตนบุรี ขุขันธ์ เมืองทั้ง ๔ ได้จัดกำลังทหาร เข้าสมทบและให้เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพเรือยกกองทัพขึ้นไปตามลำน้ำโขง โดยแล่นเรือทวนน้ำขึ้นไปสมทบกับกองทัพทางบก เพื่อล้อมตีเวียงจันทร์ เมืองเวียงจันทร์ยอมแพ้ จึงได้ยกกองทัพไปตีเมืองจำปาศักดิ์ต่อไป เจ้าเมือง จำปาศักดิ์ไม่ยอมต่อสู้จึงยอมขึ้นกับกรุงธนบุรีโดยดี กองทัพไทยจึงได้ยกกอง ทัพกลับกรุงธนบุรี
ปี พ.ศ. ๒๓๒๔ เกิดจลาจลขึ้นในประเทศเขมร พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงโปรด เกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทัพยก กองทัพไปปราบจลาจล ทางกองทัพได้เกณฑ์กำลังพลจากเมืองปะทายสมันต์ เมืองขุขันธ์ และเมืองสังขะ เข้าสมทบกับกองทัพหลวง ด้วยการไปปราบ จลาจลในครั้งนี้ กองทัพไทยได้เคลื่อนพลไปตีเมืองเสียมราฐ เมืองกำพงสวาย เมืองบรรทายเพชร เมืองบรรทายมาศ เมืองรูงตำแรย์ ( ถ้ำช้าง ) เมืองเหล่านี้ ยอมแพ้ขอขึ้นเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ส่วนหัวเมืองอื่นๆยังไม่ได้ไปตีก็ได้ข่าวว่าเกิดการจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี จึงรีบยกกองทัพกลับกรุงเพื่อป้องกันเมืองหลวง การปราบจลาจลในครั้งนี้ขากลับได้มีการกวาดต้อนพลเมืองมา ด้วยเป็นจำนวนมาก และพลเมืองบางส่วนก็อพยพมาเอง พลเมืองที่พูด ภาษาเขมรเหล่านั้นได้ กระจัดกระจายกันอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ คือ ที่เมืองนางรอง เมืองปะทายสมันต์ ( เมืองสุรินทร์ ) เมืองสังฆะ ( อำเภอสังขะ ) บ้านกำพงสวาย ( อำเภอท่าตูม )
การอพยพดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของการมีพลเมืองไทยพูดภาษาเขมร ซึ่งในการอพยพครั้งนี้ได้มีนางสาวดาม มาตไว บุตรีเจ้าเมืองบรร ทายเพชร และพี่น้องบ่าวไพร่เข้ามาอยู่ที่เมืองปะทายสมันต์เป็นจำนวนมาก เจ้าเมืองปะทายสมันต์จึงได้จัดให้นางสาวดาม มาตไว แต่งงานกับหลานชายของตนที่ชื่อนายสุ่น ( นายสุ่น เป็นบุตรนายตี บุตรชายคนแรกของพระยาสุรินทร์ภักดี ) เมื่อชาวเขมรได้ทราบว่า เจ้านายของตน นางสาวดาม มาตไวได้เป็นหลานสะใภ้ของเจ้าเมืองปะทายสมันต์กกันดีใจ และอพยพครอบครัวมาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก (ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดสุรินทร์, หน้า ๔๒)
ดังนั้น เมืองปะทายสมันต์ ซึ่งมีพลเมืองเป็นกวยหรือส่วยจึงปะปนกับเขมรที่มาใหม่ และเพราะสาเหตุที่เขมรเป็นชาติที่รุ่งเรืองมาก่อน ความเป็นอยู่รวมทั้งวัฒนธรรมต่างๆ ของเมืองปะทายสมันต์จึงโน้มเอียงไปทางเขมรมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันแต่ที่เมืองรัตนบุรี ไม่มีพวกเขมรเข้ามาปะปน จึงคงวัฒนธรรมส่วยเอาไว้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ปัจจุบันอำเภอรัตนบุรี เป็นอำเภอเดียวในจังหวัดสุรินทร์ ที่ประชากรในอำเภอพูดภาษาเขมรไม่ได้และไม่มีวัฒนธรรมทางเขมรเลย
เมืองรัตนบุรี ถูกยุบเป็นอำเภอรัตนบุรี ตามลักษณะการปกครองสมัยใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางทิศตะวันออก เฉียงเหนือประมาณ ๗๐ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๘๔๕ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๕๒๘,๑๒๕ ไร่ ประกอบด้วย ๑๖ ตำบล ๒๐๕ หมู่บ้าน (ข้อมูลปี พ.ศ. ๒๕๓๖)